ปิดผนึกทุกสิ่งที่เขารักด้วยตัวของเขาเอง “THE BOY AND THE HERON” ผลงานชิ้นสุดท้ายของ ฮายาโอะ มิยาซากิ
ไม่ว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง “The Boy and The Heron” จะถูกนำเสนอในแง่ของผลงานชิ้นล่าสุดจากค่าย Studio Ghibli หรือผลงานชิ้นส่งท้ายของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ไม่ว่าจะเป็นในแง่มุมไหน เราเชื่อว่าแฟนแอนิเมชั่นค่ายนี้ต่างก็รอคอยให้ถึงวันที่จะได้ดูภาพยนตร์ที่ใช้เวลาสร้างกว่า 7 ปี ทีมแอนิเมเตอร์กว่า 60 ชีวิต และงบประมาณในการสร้างสูงสุดในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ให้ได้สักครั้ง

แม้ ฮายาโอะ มิยาซากิ จะเคยกล่าวไว้ว่า “ผมอยากจะสร้างภาพยนตร์ที่เด็ก ๆ สามารถดูและสนุกไปกับการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ อยากจะสร้างภาพยนตร์ที่น่าจดจำในวัยเด็กของทุกคน และเป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถเพลิดเพลินไปกับมันได้อีกอย่างน้อย 30 ปี” แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เปิดด้วยฉากของเด็กชายคนหนึ่งที่วิ่งผ่านบ้านเรือน ผู้คน และเปลวไฟอย่างสุดกำลังนั้น คงจะไม่ใช่การเปิดเรื่องที่น่าจดจำสำหรับเด็กมากเท่าไรนัก

ฉากเปลวไฟที่ลุกโชติพร้อมกับเสียงไซเรนในระหว่างสงคราม ทำให้ภาพผลงานเรื่องอื่น ๆ ของสตูดิโอ จิบลิ ซ้อนทับขึ้นมาอยู่หลายจังหวะ “ไฟ” หนึ่งในธาตุที่ถือเป็นองค์ประกอบหลักของผลงานหลากหลายเรื่องของสตูดิโอ จิบลิ แต่สิ่งที่แปลกตาไปคงเป็นมุมมองการนำเสนอ มีฉากของเด็กชายวิ่งไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลังหลากหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นฉากวิ่งของ ปาซู เรื่องลาพิวต้า พลิกตำนานเหนือเวหา (Laputa: Castle in the Sky) หรือฉากวิ่งของ เซตะ เรื่องสุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies)
การนำเสนอมุมมองที่แปลกตาออกไป
แต่ครั้งนี้ มิยาซากิได้เพิ่มวิธีการนำเสนอมุมมองการวิ่งของเด็กชายในมุมที่แปลกตาออกไป จากที่ส่วนมากจะเป็นการวิ่งตามตัวละครจากด้านหลัง มิยาซากิใช้วิธีนำเสนอให้ผู้ชมอย่างเราได้เห็นเด็กชายที่วิ่งอย่างเต็มกำลังจากด้านหน้า ได้โฟกัสที่สีหน้าและอารมณ์ของเด็กชายอย่างเต็มที่ ปล่อยบ้านเรือนที่กำลังลุกเป็นไฟและผู้คนให้บิดเบี้ยวโค้งงอเป็นองค์ประกอบพร่ามัวระหว่างสองข้างทางที่เด็กชายวิ่งไป ซึ่งอาจจะอุปมาอุปไมยได้ว่ามันคือความทรงจำหรือความฝันของเด็กชายที่ชื่อว่า มาฮิโตะ หรืออาจจะเป็นภาพความทรงจำของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็คงจะได้เช่นกัน

หลังจากที่มาฮิโตะต้องเผชิญกับการสูญเสียแม่ไปในสงคราม พ่อตัดสินใจพาเขาย้ายไปอาศัยในพื้นที่ซึ่งห่างไกลจากโตเกียว ที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรบของพ่อ เรื่องราวนี้ ฮายาโอะ มิยาซากิ คงตั้งใจอิงจากชีวิตจริงที่พ่อของเขาเองเปิดบริษัทผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมาใน The Boy and The Heron
แต่ก็ดูเหมือนว่ามิยาซากิจะเคยพยายามทำให้สิ่งที่ในโลกแห่งความจริงถือเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธสงครามกลายเป็นสิ่งที่งดงามในฐานะเปลือกตา (?) ของโอมู ในเรื่องมหาสงครามหุบเขาแห่งสายลม (Nausicaä of the Valley of the Wind) มาแล้ว นั่นอาจจะเป็นความตั้งใจของมิยาซากิในการใช้แอนิเมชั่นเปลี่ยนอาวุธสงครามให้กลายเป็นอัญมณีที่สวยงามแทน
นอกจากเป็นสถานที่ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรบของพ่อแล้ว มาฮิโตะยังได้พบกับนัตสึโกะ น้าสาวที่จะมารับหน้าที่แม่ให้กับเขาต่อจากพี่สาวที่เสียไป ระหว่างทางเดินที่นัตสึโกะกำลังนำทางมาฮิโตะไปยังบ้านพักนั้น มิยาซากิได้เผยให้เราได้เห็นถึงความงดงามของธรรมชาติ ต้นไม้เขียวขจีที่ขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณบ้านนั้นช่างสวยงามจนแทบอยากจะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในฉากนั้นให้ได้

ธรรมชาติในอุดมคติของมิยาซากิที่เฝ้าเพาะปลูกให้งดงามมาตลอดในหลาย ๆ เรื่อง เพื่อบอกเป็นนัยให้เด็กได้ออกไปวิ่งเล่นและใช้ชีวิตกับธรรมชาติให้เต็มที่ จนกระทั่งวันหนึ่ง มิยาซากิเองถูกความเป็นจริงปะทะเข้าอย่างจังจากบทสนทนากับคุณแม่คนหนึ่งว่าลูก ๆ ของเธอนั้นชื่นชอบโทโทโร่มากขนาดที่ดูวนได้เรื่อย ๆ ไม่มีเบื่อ ผิดจากความตั้งใจไปไกลที่เขาอยากให้เด็ก ๆ ได้ดูภาพยนตร์เรื่องโทโทโร่เพื่อนรัก (My Neighbor Totoro) สักครั้ง และรู้สึกอยากออกไปวิ่งเล่นท่ามกลางธรรมชาติบ้าง นั่นคงเป็นผลของธรรมชาติที่งดงามเกินจริงไปเสียหน่อยจนยากเกินกว่าจะหาได้ในโลกแห่งความจริง

ไฟ น้ำ ลม สิ่งที่พบได้ในผลงานของ ฮายาโอะ มิยาซากิ
และคงเป็นเหตุผลให้นกกระทุง นกแก้วหลากสี กบ และปลาจำนวนมาก รวมทั้งนกกระสาถูกส่งมาสร้างความน่าขนลุกให้กับธรรมชาติที่แสนงดงามของเรื่อง จะว่าไปแล้วนกกระสานั้นมีบทบาทคล้ายกับโทโทโร่อยู่ไม่น้อย ทั้งคู่ทำหน้าที่เชื่อมโลกแห่งความจริงและโลกอีกใบเอาไว้ ในขณะที่โทโทโร่นั้นดูน่ารักน่ากอด พาโบยบินผ่านท้องไปไปยังโลกแฟนตาซี ส่งซัตสึกิและเมย์ไปหาแม่ผ่านรถบัสแมว แต่นกกระสานั้นกลับค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากนกกระสาที่งดงามเป็นชายชราหน้าตาน่ากลัวที่นำทางมาฮิโตะไปยังโลกเบื้องล่างซึ่งเป็นโลกแห่งความตาย

จากการนำเสนอเรื่องราวลึกลับน่าขนลุกให้กลายเป็นเรื่องน่ารักสำหรับเด็ก แต่ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดดูเหมือนมิยาซากิตั้งใจจะปลดปล่อยความน่าสะพรึงเหล่านั้นออกมาอย่างเต็มรูปแบบ และความน่าสะพรึงบนโลกแห่งความจริงนั้นก็ได้นำพามาฮิโตะร่วงลงสู่โลกเบื้องล่าง พร้อมการออกเดินทางผ่านกระแสทะเลที่เชี่ยวกราก “น้ำ” อีกหนึ่งธาตุที่ปรากฏในผลงานแทบทุกเรื่องของมิยาซากิ


นอกจากไฟและน้ำแล้ว “ลม” คงเป็นอีกธาตุที่จะขาดไปไม่ได้ในผลงานของฮายาโอะ มิยาซากิ กับมุมมองที่ว่าทุกคนต่างต้องการโบยบิน เพื่อจะได้สัมผัสกับภาพท้องฟ้าแสนสวยงามที่หลงรัก แต่ตามที่เราได้เอ่ยถึงไปก่อนหน้านี้ว่าผลงานเรื่องนี้คงเป็นผลงานที่มิยาซากิอยากจะปลดปล่อยความทรงจำที่น่าสะพรึงและแสนเศร้าออกมาอย่างตรงไปตรงมา ฉากโบยบินแต่ละฉากในเรื่องนี้จึงไม่ได้งดงามเท่าไรนัก อย่างฉากวาระวาระที่กำลังล่องลอยและขดเรียงแถวเป็นเกลียวดีเอ็นเอเพื่อพยายามจากโลกอุดมคติที่มีเพียงแต่คนตายเท่านั้นอาศัยอยู่ไปเกิดใหม่ในโลกแห่งความจริง แต่สุดท้ายก็โดนเหล่านกกระทุงบินโฉบเข้ามากินเสียก่อน หรือฉากที่ฮิมิพามาฮิโตะบินผ่านเส้นทางเปลวไฟเพื่อหนีจากเหล่านกแก้วจอมโหดมายังปล่องไฟที่บ้านของเธอ (ที่ทำเอานึกถึงแฮร์รี่ พอตเตอร์อยู่ไม่น้อย)


จะว่าไปแล้วฉากนกกระทุงกินวาระวาระ อาจเป็นวิธีปกป้องเหล่าวาระวาระของมิยาซากิจากโลกที่กำลังเผชิญสงครามอยู่ และในขณะเดียวกันนกกระทุงที่โดนไฟของฮิมิแผดเผาปางตายตัวนั้นที่บอกกับมาฮิโตะว่าเหล่านกกระทุงถูกพามาที่นี่ และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องมีชีวิตอยู่นั้น ก็อาจเป็นตัวมิยาซากิเองที่ตั้งใจจะสารภาพถึงความเจ็บปวดในช่วงสงครามที่เขาต้องเผชิญ เขาที่เกิดมาในโลกช่วงสงครามและทำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากจะต้องมีชีวิตอยู่ ซึ่งการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่สอดแทรกไว้ด้วยเรื่องสงครามและเรื่องราวแสนเจ็บปวดเหล่านั้นเป็นหนทางเดียวที่เขารู้ในการจะใช้ชีวิตต่อไป

มิยาซากิไม่ลืมที่จะรังสรรค์คาแรกเตอร์ผู้หญิงให้มีความแข็งแกร่งตามแบบฉบับตัวละครหลักในเรื่องที่ผ่าน ๆ มาด้วยเช่นกัน มาฮิโตะได้รับความช่วยเหลือจากตัวละครหญิงหลายต่อหลายครั้ง นั่นคงเป็นเพราะมิยาซากิเองที่ค้นพบว่าเด็กผู้หญิงมักจะอยู่กับความเป็นจริงและมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่าเด็กผู้ชาย และถึงแม้ว่าเขาจะมองว่าการสร้างแอนิเมชั่นให้ตัวละครหลักเป็นเด็กผู้ชายนั้นเป็นเรื่องยาก สุดท้ายเขาก็ได้สร้างสรรค์ผลงานเรื่องนี้ขึ้นมา
เรื่องราวดำเนินมาถึงอีกหนึ่งองค์ประกอบที่เรารอคอยนั่นก็คือสิ่งที่มิยาซากิให้ความสำคัญเป็นพิเศษอย่าง “อาหาร” ขนมปังทาเนยและแยมของฮิมินั้นเป็นอีกหนึ่งเมนูแสนธรรมดาที่ถูกนำเสนออกมาได้อย่างน่ากิน ภาพตอนมาฮิโตะยัดใบหน้าของเขาลงไปลิ้มรสขนมปัง และรอยยิ้มแสนจริงใจกับมื้ออาหารแสนอร่อยมือนั้น ทำเอาเราอยากจะกลับบ้านไปหยิบขนมปังและแยมในตู้มาทำกินบ้างเหมือนกัน

หอคอยลึกลับกับความหมายที่ซ่อนอยู่
หลังมื้ออาหารแสนอร่อย มาฮิโตะและฮิมิมุ่งหน้าสู่หอคอยลึกลับที่ซึ่งมาฮิโตะได้พบกับทวดของตนเอง ทวดที่หลายคนคงตีความว่าเป็น ฮายาโอะ มิยาซากิ แต่ถึงกระนั้นก็อาจตีความได้ถึง อิซาโอะ ทาคาฮาตะ ที่จากลาโลกแห่งความจริงใบนี้ไปแล้วก็คงจะได้เช่นกัน หอคอยลึกลับที่ร่วงลงมาจากท้องฟ้า พลังเหนือธรรมชาตินี้คงเปรียบได้กับพลังของผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอ จิบลิทั้ง 3 คน ฮายาโอะ มิยาซากิ, อิซาโอะ ทาคาฮาตะ และ โทชิโอะ ซูซูกิ

และหอคอยที่ร่วงหล่นสู่พื้นดินนี้ อาจจะเปรียบได้กับชีวิตของฮายาโอะ มิยาซากิ และ อิซาโอะ ทาคาฮาตะ ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อโลกถูกทำให้เหลือเพียงเถ้าถ่านจากสงคราม ความว่างเปล่าที่เกิดจากการถูกทำลายล้าง ญี่ปุ่นหลังสงครามเริ่มต้นจากความว่างเปล่านั้น พวกเขาจึงอาจเลือกวิธีในการสร้างโลกสมมติขนาดใหญ่ยักษ์ขึ้นมาเพื่อชดเชยการสูญเสียครั้งใหญ่ดังกล่าว สร้างโลกแอนิเมชั่นที่จะช่วยปลอบประโลมผู้คนให้คลายความเศร้าลงได้บ้าง
มิยาซากิได้สร้างสรรค์ผลงาน สร้างโลกในอุดมคติ ซึ่งในขณะเดียวกันก็มีความขัดแย้งจากโลกแห่งความจริงสอดแทรกอยู่ขึ้นมา สร้างและค่อย ๆ เติมต่อทีละนิด เหมือนกับคุณทวดที่เฝ้าเรียงบล็อกทั้ง 13 ชิ้นเพื่อสร้างโลกในอุดมคติใบนั้นขึ้นมา ก่อนจะมองหาผู้ที่จะมาสืบทอดและดำรงไว้ซึ่งโลกใบนั้น นั่นอาจเป็นเรื่องราวระหว่าง ฮายาโอะ มิยาซากิ และ โกโร มิยาซากิ

แต่ถ้าลองมองเป็น อิซาโอะ ทาคาฮาตะ ที่ส่งไม้ต่อให้ ฮายาโอะ มิยาซากิ แต่มิยาซากิเองคือคนที่ทำให้โลกใบนั้นพังลงในตอนท้ายล่ะ หรือจะมองว่านี่คือการส่งสาส์นจาก ฮายาโอะ มิยาซากิ ไปยังผู้กำกับแอนิเมชั่นคนอื่น ๆ กับการส่งไม้ต่อให้พวกเขาเกี่ยวกับการสืบทอดและต่อยอดวัฒนธรรมแอนิเมชั่นของญี่ปุ่นล่ะ แอนิเมชั่นในรูปแบบที่ ฮายาโอะ มิยาซากิ, อิซาโอะ ทาคาฮาตะ และ โทชิโอะ ซูซูกิ สร้างขึ้นมาอาจสิ้นสุดลงในสักวัน แต่หลังจากนี้ผู้กำกับรุ่นต่อ ๆ ไปจะยังคงสานต่อวัฒนธรรมแอนิเมชั่นญี่ปุ่นให้ยืนยาวต่อไปในรูปแบบอื่น ๆ ใช่หรือไม่
ความตั้งใจที่จะปิดโลกแห่งการทำงานที่เขาทุ่มเททั้งชีวิต
หอคอยลึกลับค่อย ๆ พังทลายลงหลังจากฮิมิและมาฮิโตะปฏิเสธที่จะรับหน้าที่ต่อจากคุณทวด โลกแอนิเมชั่นที่ ฮายาโอะ มิยาซากิ ได้กำกับไว้จนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็น The Castle of Cagliostro, Nausicaä of the Valley of the Wind, Castle in the Sky, My Neighbor Totoro, Kiki’s Delivery Service, Porco Rosso, Princess Mononoke, Spirited Away, Howl’s Moving Castle, Ponyo และ The Wind Rise กำลังล่มสลายลงและถูกกลืนหายไปในความมืดมิด

ประตูจำนวนนับไม่ถ้วนที่ปรากฏอยู่ในหอคอยแห่งนั้น ประตูที่จะนำไปสู่อีกโลกใบหนึ่ง คงเป็นสัญลักษณ์ของโลกแห่งแอนิเมชั่นที่ ฮายาโอะ มิยาซากิ อยากจะสร้างสรรค์มันขึ้นมาให้ผู้ชมอย่างเราได้สนุกกับการเปิดประตูไปเจอโลกอีกใบได้เรื่อย ๆ แต่เพราะสังขารที่ร่วงโรยและเสื่อมถอยลงในทุกวัน สายตาที่เริ่มพร่าเลือนและมือที่เริ่มอ่อนล้า อาจทำให้ตัวมิยาซากิเองตระหนักได้ว่าเขาอาจไม่สามารถสร้างสิ่งที่ใจนึกต่อไปด้วยตัวเองได้อีกแล้ว

ฮายาโอะ มิยาซากิ จึงอาจพยายามสร้างหอคอยที่แสนมหัศจรรย์และน่าหลงใหลนี้ขึ้นมาด้วยความรับผิดชอบและพละกำลังเฮือกสุดท้ายที่เขามีอยู่ เพื่อให้มันได้พังทลายลงในช่วงเวลาของตัวเอง ราวกับเป็นความตั้งใจที่จะปิดโลกแห่งการทำงานที่เขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสร้างมันขึ้นมา ฝัง และปิดผนึกทุกสิ่งที่เขารักด้วยตัวของเขาเอง
หากเป็นเช่นนั้น มันคงเป็นความเศร้าโศกของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ที่ใครก็คงไม่อาจจินตนาการได้ แต่นั่นก็คงเป็นเส้นทางการใช้ชีวิตที่มิยาซากิได้ทำความเข้าใจ ยอมรับ และเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบนี้นับจากนี้ไป (ถึงแม้หลายคนจะเชื่อว่าเขานั้นไม่สามารถวางมือได้จริง และคงจะถือดินสอไว้ในมือไปจนวันตาย เหมือนอย่างที่ จุนอิจิ นิชิโอกะ รองประธานสตูดิโอ จิบลิ เคยกล่าวไว้ก็ตาม)
สุดท้ายแล้ว ถึงแม้แต่ละตัวละครจะมีความซับซ้อนและย้อนแย้งอยู่ในตัว (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์เรา) ทั้งมาฮิโตะ ฮิมิ นัตสึโกะ และคิริโกะ ต่างก็เลือกที่จะกลับมาใช้ชีวิตในโลกแห่งความจริง ฮิมิและคิริโกะคงตั้งใจจะเปิดประตูออกไปช่วยเหลือและปกป้องเหล่าวาระวาระที่ต้องเกิดมาเผชิญกับโลกแห่งสงครามด้วยตัวพวกเธอเอง

มาฮิโตะที่ปฏิเสธการสืบทอดตำแหน่ง แต่ยังคงเก็บหินจากโลกอีกใบมาเป็นความทรงจำ และใช้ความพยายามตลอดทั้งเรื่องเพื่อยอมรับนัตสึโกะในฐานะแม่ พร้อมพาเธอเดินทางกลับสู่โลกแห่งความจริงที่มีโชอิจิ ผู้เป็นพ่อที่ดูเหมือนว่าจะอยู่กับความเป็นจริงมากที่สุดแล้ว (มิยาซากิอาจจะอยากถ่ายทอดตัวตนพ่อของเขาผ่านตัวละครโชอิจิก็เป็นได้ ถึงทั้งคู่อาจจะใช้ชีวิตในแบบที่แตกต่างกัน แต่ท่าทางที่จับดาบวิ่งของพ่อลูกคู่นี้ก็ช่างคล้ายกันจนทำให้เราอดยิ้มไม่ได้)
เด็กตัวน้อยคนนั้นที่นัตสึโกะให้กำเนิด น้องชาย (?) ต่างแม่ของมาฮิโตะอาจเป็นตัวแทนของใครสักคนที่จะเป็นคนที่มาเชื่อมโยงโลกแห่งความจริงและโลกแห่งจินตนาการเข้าด้วยกันอีกครั้งในอีกสักวันข้างหน้า
ส่วนนกกระสาตัวนั้นที่จางหายไปในท้ายที่สุดพร้อมบอกให้มาฮิโตะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกอีกใบไปซะ อาจเป็นตัวแทนของผลงานทั้งหมดที่มิยาซากิได้สร้างขึ้นมา ผลงานต่าง ๆ ที่นำทางเรามาเจอกับผลงานเรื่องล่าสุดของเขา เป็นเพื่อนให้กับเรามาจนถึงช่วงเวลาหนึ่ง และตั้งใจจะส่งเรากลับคืนสู่โลกแห่งความจริง เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตต่อไป

และนี่คงเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ที่ได้อุทิศชีวิตของเขาให้กับคนดูอย่างเรา พร้อมคำถามปลายเปิดที่ทำให้เราได้ลองตระหนักดูว่า “จะใช้ชีวิตอย่างไร” นับจากนี้ต่อไป
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
นอกจากฝีมือการกำกับและเขียนบทโดย ฮายาโอะ มิยาซากิ ที่ทำให้ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งผลงานสุดยอดของมิยาซากิแล้ว เพลงประกอบที่ได้ เคนชิ โยเนสึ เป็นคนรังสรรค์ขึ้นมาให้นั้นก็เป็นอีกส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ The Boy and The Heron มีความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน
ถ้าดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบแล้ว บอกเลยว่าเพลง Spinning Globe จะยังคงวนอยู่ในความรู้สึกของคุณไปอีกหลายวัน นั่นคงเป็นผลพวงจากความรู้สึกที่โยเนสึพยายามถ่ายทอดมันออกมาผ่านบทเพลงนี้ เพราะหลังจากที่ตัวเขาเองได้รับสตอรี่บอร์ด ก็ได้ใช้เวลากว่า 2 ปีในการอ่านเรื่องราวซ้ำแล้วซ้ำอีกในขณะที่ทำเพลงอื่น ๆ และใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ
ก่อนจะเริ่มลงมือรังสรรค์เพลงนี้ขึ้นมา รวมระยะเวลาในการทำเพลงกว่า 4 ปี เพื่อบอกกับทุกคนว่า “โลกใบนี้มีค่าควรแก่การมีชีวิตอยู่” พร้อมถ่ายทอดความรู้สึกที่ว่า “นี่คือวิธีที่ฉันจะใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป”
อ้างอิง
https://www.bbc.com
https://japantoday.com
https://www.billboard.com
รูปภาพ: © 2005-2023 STUDIO GHIBLI Inc.

