YOASOBI กับการเปลี่ยนนิยายให้เป็นค่ำคืนแห่งความทรงจำในประเทศไทย

YOASOBI กับการเปลี่ยนนิยายให้เป็นค่ำคืนแห่งความทรงจำในประเทศไทย

YOASOBI ASIA TOUR 2024-2025 BANGKOK อีกหนึ่งหน้าความประทับใจกับโลกที่ YOASOBI เปลี่ยนนิยายให้เป็นค่ำคืนแห่งความทรงจำในประเทศไทย

ปิดฉากลงอีกหน้ากระดาษกับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 25-26 มกราคม 2025 ของอีกหนึ่งศิลปินที่พลิกหน้าวงการเจป็อปให้พุ่งทะยานสู่ตลาดสากลอย่าง YOASOBI

คอนเสิร์ตครั้งนี้เปิดบทนำด้วยเพลง I Bet My Life ของ Imagine Dragons เพลงความหมายดีที่อาจเป็นการส่งสารจากศิลปินและทีมงานแบบกลาย ๆ ว่า I bet my life for you (ฉันเดิมพันทั้งชีวิตเพื่อเธอนะ) ก่อนจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการด้วยเพลง Seventeen (セブンティーン) สมกับที่มาที่ไปของเพลงที่แต่งขึ้นมาโดยหวังให้เป็นเรื่องราวที่ถูกเปิดอ่านเมื่อเราทำบางสิ่งบางอย่างเป็นครั้งแรก

ด้วยอินโทรเสมือนฉาก Opening อนิเมะหนึ่งเรื่อง จึงปลุกจิตวิญญาณคนดูให้พร้อมพุ่งทะยานไปสู่เพลงต่อไปอย่าง The Blessing (祝福) ที่ทำเอาใจเต้นแรงกับบีทที่ถูกระรัวใส่ไม่ยั้งและเมโลดี้ที่แสนติดหู เป็นหนึ่งเพลงที่ละสายตาจากอายาเสะไม่ได้เลย และใช่ค่ะ เพิ่งเริ่มได้สองเพลง เพราะฉะนั้นเราจะตายยังไม่ได้ สานต่อซาวด์มัน ๆ ด้วยเพลง UNDEAD ที่เสริมความเดือดด้วย VCR สีแดงฉาน กับท่อน Past and future, run for the future ที่อยากจะร้องวนไม่หยุด

แล้วพักหายใจหายคอกับการทักทายด้วยภาษาไทยอย่าง “มาสนุกกันค่ะ” “ทุกคนพร้อมไหมคะ” ประโยคธรรมดา ๆ ที่ยกระดับความน่ารักด้วยเสียงใส ๆ ของอิคุระที่ตั้งใจเตรียมมาเพื่อขอบคุณคนดูรวมกว่า 20,000 คนในการจัดคอนเสิร์ต 2 วัน (ยินดีด้วยมาก ๆ ที่ในที่สุดก็ได้ประกาศ Sold Out ทั้ง 2 วัน)


สานต่อเรื่องราวในบทที่ 2 กับท่วงทำนองที่สบายมากขึ้น

หลังจากจบบทที่ 1 ของนิยายเล่มนี้ YOASOBI สานต่อเรื่องราวในบทที่ 2 กับท่วงทำนองที่สบายมากขึ้นด้วยเพลง Halzion (ハルジオン) กับซาวด์กีตาร์โปร่งที่ช่วยลดระดับความเดือดลงจากช่วงที่ผ่านมา (แต่ไม่ได้ลดความสนุกลงเลย) ก่อนจะต่อด้วยเพลง Sukida (好きだ) เพลงป็อปจังหวะกลาง ๆ ที่มีความน่ารักเข้ากับเสียงใส ๆ ของอิคุระ (แอบเสียดายที่ไม่ได้ฟัง Mister แต่เพลง Sukida ก็เป็นอีกเพลงที่อยากฟังมาก ๆ ด้วยเหมือนกัน)

และต่อด้วยเพลง Mou Sukoshi Dake (もう少しだけ) ที่ความน่ารักพุ่งทะยานแตะเพดานเพราะอิคุระลืมเนื้อเพลงระหว่างที่เดินกลับไปยังกลางเวที จนจับแก้มตัวเองด้วยความเขินแล้วพูดว่า “Ah~! I’m sorry” จากเพลงให้กำลังใจที่น่ารักและอบอุ่นอยู่แล้ว เลยยิ่งน่ารักมากขึ้นไปอีก

ความน่ารักไม่ได้สิ้นสุดแค่ตรงนั้น โยอาโซบิยังคงแจกจ่ายความน่ารักอย่างต่อเนื่องด้วยเพลงทำนองสดใส ฟังสบาย (ที่เนื้อเพลงไม่ได้สดใสอย่างทำนอง) เพลง Tabun (たぶん) อีกหนึ่งเพลงฮิต ที่ได้ฟังกี่ครั้งก็ไม่รู้สึกเบื่อ ฟังไปด้วย โบกแฟลชไปด้วย เพลินมากจนอยากให้ร้องวนหลาย ๆ รอบ

จบจากทาบุนก็ต่อด้วยเพลงใหม่ล่าสุด New me กับแนวอิเล็กโทป็อปจังหวะกลาง ๆ ที่เราชอบไลน์เบสเพลงนี้มากกก พอได้มาฟังสด ๆ ชัด ๆ แล้วยิ่งฟิน!!

มหากาพย์เรื่องราวที่โคตรหม่น ภายใต้ทำนองร่าเริงสดใส ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในเพลง Monotone ก่อนจะปิดท้ายบทที่ 2 นี้ด้วยเพลงบัลลาดอย่าง Yasashii Suisei (優しい彗星) กับเสียงเพราะ ๆ ของอิคุระที่ประสานกับเสียงร้องจากแฟนเพลงได้อย่างลงตัว บวกฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีน้ำเงินกับแสงระยิบระยับแทนดวงดาวและฝนดาวตกนับร้อย พร้อมสปอทไลท์ที่สาดส่องไปยังอิคุระแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกอินกับเพลงนี้มากขึ้นไปอีก

จบเรื่องราวในบทที่ 2 ไป พักพูดคุยกันเล็กน้อย แล้วกลับเข้าสู่นิยายเล่มนี้ที่ยกระดับความแฟนตาซีและอัปบีทมากขึ้นด้วยเพลง Kaibutsu (怪物) หรือ Monster ที่อิคุระเพลงนี้อย่างเท่ เสียงชานท์จากคนดูก็ดังไม่แพ้เพลงอื่น ๆ อายาเสะก็คึก ท่าทางที่ส่งสัญญาณให้คนดูส่งเสียงดัง ๆ นั้นให้ความรู้สึกเหมือนชวนคนดูทำมอชพิทสุด ๆ (ฮ่าฮ่าฮ่า)


อิคุระที่รัวร้องได้ต่อเนื่องแบบเสียงไม่ตก ไม่เห็นร่องรอยของความเหนื่อยเลย

แล้วต่อด้วยเพลง Yuusha (勇者) หรือ The Brave กับท่อนโพสต์คอรัส Right at the end, embarks a new story ที่รู้สึกว่ามีมนต์ขลังทุกครั้งที่ได้ยิน และอิคุระที่ไม่ได้พัก! รัวร้องได้ต่อเนื่องแบบเสียงไม่ตก ไม่เห็นร่องรอยของความเหนื่อยเลย (ทำได้ยังไง?!) ก่อนจะก็ถึงช่วงเวลาที่เรารอคอยกับท่อนอินโทรโชว์เสียงสด ๆ ของอิคุระแบบไม่มีดนตรีใด ๆ ในเพลง Ano yume wo nazotte (あの夢をなぞって) ที่พอได้ยินก็ทำเอาน้ำตารื้นขึ้นมาทันที ไหนจะเสียงเปียโนอีก และเสียงกีตาร์ก่อนเข้าเวิร์ส 2 ก็ด้วย ดีไปหมด!

จบจากอะโนยูเมะฯ ก็ต่อด้วยเพลงชาติของวงอย่าง Idol (アイドル) ที่เสียงแฟนชานท์ดังกระหึ่ม เป็นอีกเพลงที่โคตรนับถือความอัจฉริยะของอายาเสะ โครงสร้างเพลงมันมีหลายเลเยอร์มากกก โคตรซับซ้อน เหมือนอยากใส่อะไรก็จับใส่หมด แต่ทำออกมาให้มันเพราะและรู้สึกฟังง่ายสุด ๆ! ไม่แปลกใจเลยที่เพลงนี้จะฮิตไปทั่วโลก

จบจากเพลงไอดอล อิคุระก็ขอฟังเสียงหัวใจเพราะ ๆ จากคนดูในเพลง HEART BEAT ที่ขึ้นคาราโอเกะเป็นโรมันจิให้ทุกคนได้ร้อง ได้ดำน้ำ ได้ซึ้งกินใจไปพร้อม ๆ กัน ก่อนปิดฉากเรื่องราวครั้งนี้ด้วย Gunjou (群青) ที่เสียงคอรัสเพลงนี้ทำให้ขนลุกได้เสมอ และคิดว่าเป็นอีกเพลงที่หลายคนรอคอยจะร้องท่อน “อ๊าาา

ลงไปพักและเปลี่ยนชุดกันระยะหนึ่ง YOASOBI ก็กลับขึ้นมาเล่าเรื่องราวในตอนพิเศษต่อด้วยเพลง Butai ni tatte (舞台に立って) อิคุระโชว์ทักษะการเล่นกีตาร์สุดเท่ กีตาร์เฟนเดอร์แสนรักที่ได้เป็นของขวัญวันเกิดจากอายาเสะ แล้วจังหวะเดินมาดวลไลน์กับ AssH คือเรียกเสียงกรี๊ด เสียงฮือฮาสุด ๆ (เราคนหนึ่งแหละที่กรี๊ดไป ยิ้มเขินไป) ซึ่งกีตาร์ร็อคในเพลงนี้ทำเอาละสายตาจาก AssH ไม่ได้เลยจริง ๆ

จบจากเพลงบุไตฯ ก็มีพูดคุยกันเล็กน้อย อายาเสะปรึกษากับอิคุระออกไมค์ว่าถ้าจะขอให้แฟน ๆ ช่วยพูดอะไรสักอย่างพร้อมกัน ภาษาอังกฤษต้องบอกว่าอะไรนะ (เอ็นดูไปอีกกก 555) สุดท้ายเลยบอกให้ทุกคนช่วยพูด “YOASOBI さいこう!!” ก่อนจะอัดวิดีโอไว้ พร้อมบอกว่าคนดูอย่างเราเองก็สุดยอดเหมือนกัน

และปิดท้ายค่ำคืนนี้ด้วยเพลงที่นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของนิยายเล่มนี้ Yoru ni Kakeru (夜に駆ける) ที่เมื่อหันไปมองจุดเริ่มต้นในการเริ่มโปรเจ็กต์ YOASOBI นี้บอกได้เลยว่าพวกเขาเดินทางมาไกลมาก ๆ เก่งสุด ๆ! ถึงเราเองจะไม่ได้เป็นแฟนตัวยงของวง แต่ก็รู้สึกขอบคุณคุณยาชิโระ (Yohei Yashiro) และคุณยามาโมโตะ (Shuya Yamamoto) มาก ๆ ที่คิดและดันโปรเจ็กต์นี้ให้เกิดขึ้นมาได้


ทักษะทางด้านดนตรี รวมทั้งทักษะการแต่งเพลงของอายาเสะที่โคตรจีเนียส!

ถือเป็นค่ำคืนแห่งการถ่ายทอดเรื่องราวจากนิยายสู่บทเพลงได้น่าประทับใจและอิ่มเอมใจสุด ๆ อายาเสะและอิคุระเป็นอีกศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าชื่นชมมาก ๆ ทั้งทักษะการร้อง เสียงเพราะ ๆ ที่พลังดีไม่มีตก รวมทั้งทักษะการเอ็นเตอร์เทนของอิคุระ

ทักษะทางด้านดนตรี รวมทั้งทักษะการแต่งเพลงของอายาเสะที่โคตรจีเนียส! คนบ้าอะไรจะจีเนียสขนาดนี้!!! (นี่คือคำชม และอายาเสะคือตัวละครหลักสำหรับเราที่ทำให้อยากดูคอนเสิร์ต YOASOBI) ได้มอง ได้ดูอายาเสะอินกับโลกดนตรีของเขา พร้อมกับเอ็นเตอร์เทนคนดูอย่างเราไปด้วยแล้วเพลินสุด ๆ

บวกกับวงดนตรีซัพพอร์ตที่ทำให้ซาวด์ดนตรีมันมีเลเยอร์ มีความลึกตื้นน่าฟังมากขึ้นไปอีก ทุกอย่างในส่วนของฝั่งดนตรีมันเลยดีไปหมด!

ส่วนเรื่องแสงไม่ต้องพูดถึง YOASOBI คือทำดี ทำถึงมาตลอด นอกจากจะสวยมาก ๆ แล้ว ยังเป็นอีกส่วนที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวและอารมณ์ของเพลงได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เรื่องเสียง ตามความเห็นส่วนตัวมองว่าอาจเป็นเพราะการตัดสินใจให้มีการรองรับบัตรนั่งชั้น 2 และเพื่อให้ได้สเกลความกว้างของเวทีที่รองรับกับสเกลแสงสีด้วย ตำแหน่งเวทีที่ปกติเราจะเห็นงานอื่น ๆ จัดวางไว้ฝั่งบัตรยืนโซน L จึงถูกปรับมาวางขยายเป็นแนวกว้างขนานฝั่งตรงข้ามสแตนด์ชั้นบนแทน ซึ่งพอไม่ได้อัดลำโพง เพิ่มจำนวนให้มากขึ้นขนานไปตามสเกลความกว้างเวทีแล้ว เลยรู้สึกว่าเสียงมันไม่ตึ้บมาก อาจมีจุดเบา จุดดังไม่เท่ากัน

(ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาส่วนตัวของเราคือทุกงานคอนเสิร์ต เราจะยึดยืนตำแหน่งให้กลางที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยืนหน้าทีมคอนโซลคุมเสียง/แสงได้ยิ่งดี เพราะคนคุมอยู่ตรงนี้ ดังนั้นก็มั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าตำแหน่งนี้แหละ เสียงโอเคสุดแล้ว)


ส่วนการจัดการ เราเองที่มาเฉพาะวันที่ 2 มองว่า VIJI CORP มีการปรับปรุงจากวันแรกที่ได้รับฟีดแบ็คจากคนฟังไปบ้างแล้ว โฟลว์ทุกอย่างเลยค่อนข้างลื่นไหล และพอได้ยินสต๊าฟวอร์คุยกันว่าวันนี้เริ่มตรงเวลาก็ใจชื้นขึ้นอีกระดับ คิดว่าวิจิฯ ที่ค่อนข้างใหม่กับกลุ่มตลาดเพลงญี่ปุ่นน่าจะได้เรียนรู้อะไรเยอะจากคอนเสิร์ตรอบนี้

และเท่าที่สังเกตมาตลอดคิดว่าสิ่งที่ VIJI CORP ต้องพยายามปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นอีก คือการจัดการระบบหน้างานในวันที่มีคอนเสิร์ตสเกลใหญ่ ๆ ที่มีจำนวนผู้ชมเยอะ ๆ เพราะเห็นงานสเกลใหญ่ขนาดนี้ทีไร ระบบหน้างานจะรวน ๆ หน่อย โดยเฉพาะจุดขายเมิร์ช แต่ถ้าเป็นสเกลปกติที่วิจิฯ ถนัดอย่างสเกลมูนสตาร์ เรามองว่าวิจิทำได้ดี ทำได้โอเคเลย (แต่คุณพี่อาจต้องพักโลเคชั่นนี้บ้าง มันไม่เอื้ออำนวยเรื่องการเดินทางด้วยรถสาธารณะเท่าไรเลย)

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณ VIJI CORP ที่ทำให้ประเทศไทยได้มีคอนเสิร์ตเดี่ยว YOASOBI เป็นของตัวเอง คิดว่าการที่ค่ายโซนี่ฯ ตัดสินใจเลือกให้วิจิฯ เป็นผู้จัดก็คงเห็นและเชื่อมั่นในข้อดีบางจุดของผู้จัดที่จัดงานฝั่งวงอินเตอร์มาตลอดเจ้านี้ด้วยเช่นกัน

ขอปิดท้ายด้วยประโยคที่อยากตะโกนสุดเสียงอีกหลาย ๆ รอบว่า YOASOBI さいこう!!

Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *