The Novembers กับทัวร์ครั้งที่ 3 ในไทยและยังคงเป็นหนึ่งในวงที่เล่นสดดีที่สุดที่เราเคยดู
มีวงดนตรีไม่กี่วงที่จะทำให้เรารู้สึกว่า ต่อให้เล่นเซ็ตลิสต์เดิมอีกครั้ง เราก็ยังอยากกลับไปดู และ The Novembers คือหนึ่งในนั้น
นี่เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่เราได้ดูพวกเขาในกรุงเทพฯ แต่แทนที่จะรู้สึกว่าก็เคยดูแล้วนี่ ทุกครั้งกลับเหมือนได้รู้จักวงนี้มากขึ้นอีกนิด ทั้งจากเพลงใหม่ วิธีเรียงเซ็ตลิสต์ ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ บนเวทีที่ทำให้โชว์ของพวกเขาไม่เคยซ้ำกันเลย
ค่ำคืนที่ Blueprint Livehouse จึงไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตโปรโมต EP ใหม่ 合奏する、エンジン (The Singing Engines) แต่เป็นโชว์ที่เล่าเรื่องราวของ The Novembers ในปี 2026 ได้ครบถ้วนที่สุด ผ่านบทเพลงทั้ง 16 เพลงที่ค่อย ๆ พาผู้ชมเดินจาก “การเริ่มต้นครั้งใหม่” ไปสู่ “การกลับบ้าน”

เครื่องยนต์เริ่มทำงาน
ก่อนถึงเวลาของ The Novembers ผู้ชมได้อุ่นเครื่องกับ The Whitest Crow วงอัลเทอร์เนทีฟร็อกจากไทยที่รับหน้าที่ Opening Act ได้อย่างยอดเยี่ยม เซ็ตเพลงภาษาอังกฤษทั้งหมดค่อย ๆ ปลุกบรรยากาศในฮอลล์ให้ร้อนขึ้น ก่อนส่งไม้ต่อให้เจ้าของค่ำคืนนี้อย่างสมบูรณ์
แล้วทันทีที่ไฟในไลฟ์เฮ้าส์ดับลง เสียงเฮก็ดังขึ้น ก่อนที่ “HERO” จะทำหน้าที่เปิดประตูสู่โลกของ EP ใหม่ ถือเป็นเพลงเปิด EP ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นกว่าที่วงเคยทำหลายครั้งที่ผ่านมา โดยได้ Fuyumi Abe มาร่วมร้องในฐานะ Guest Vocal เสียงร้องที่อ่อนโยนของเธอช่วยเติมอีกมุมหนึ่งให้เพลง ซึ่งพูดถึงการก้าวเดินต่อไปพร้อมกับใครสักคน มากกว่าจะเป็นฮีโร่ที่ต้องแบกรับทุกอย่างเพียงลำพัง
ตามมาด้วยเพลง “The Singing Engines” เพลงที่เปรียบเสมือนหัวใจของ EP ทั้งชุด จังหวะที่ค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปข้างหน้า เปรียบเหมือนเครื่องยนต์ที่เริ่มทำงาน พร้อมส่งต่อแนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนที่แตกต่างกัน แต่ยังสามารถสร้างเสียงประสานเดียวกันได้ และต่อด้วย Ghost Rider และ Xeno
เพียงสี่เพลงแรกก็แทบไม่มีช่วงให้พักหายใจ แต่กลับไม่รู้สึกหนักจนเกินไป เพราะ The Novembers ยังคงเชี่ยวชาญในการควบคุมไดนามิกเหมือนเดิม พวกเขารู้ว่าเมื่อไรควรเร่งเครื่อง เมื่อไรควรปล่อยให้เสียงกีตาร์ลอยอยู่กลางอากาศ และเมื่อไรควรปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่แทนเสียงดนตรี

เมื่อ “The Singing Engines” ไม่ใช่แค่ชื่อ EP
สมาชิกเคยอธิบายว่า ผลงานชุดนี้สะท้อนตัวตนของสมาชิกทั้งสี่คนอย่างชัดเจน จนสุดท้ายจึงมารวมกันภายใต้ชื่อ 合奏する、エンジン หรือ “เครื่องยนต์ที่บรรเลงร่วมกัน” แนวคิดที่พูดถึงความหมายและความสุขของการเล่นดนตรีร่วมกับผู้อื่น หลังจากเดินทางร่วมกันมาเกือบ 20 ปี แต่ละคนต่างเป็นเหมือนชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ ที่ไม่มีชิ้นไหนทำงานแทนกันได้ และเมื่อทุกคนขับเคลื่อนไปพร้อมกัน เครื่องยนต์จึงเดินหน้าต่อได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อได้เห็นเพลงเหล่านี้บนเวที ความหมายของคำว่า “合奏 -Hold me Hold me Hold me-“ ก็ชัดเจนขึ้น ไม่มีใครพยายามโดดเด่นกว่าใคร กีตาร์สองตัวผลัดกันรับส่งเมโลดี้ เบสคอยประคองพื้นที่ทั้งหมดไว้ กลองขับเคลื่อนเพลงโดยไม่เคยแย่งซีน ทุกคนกำลังเล่นร่วมกันจริง ๆ เหมือนคำชวนให้ทุกคนยังคงโอบกอดกันไว้ และเดินหน้าต่อไปด้วยกัน แม้โลกภายนอกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
จากนั้น “遥か彼方 (Haruka Kanata)” ก็ลดพลังลงอย่างชัดเจน กลายเป็นช่วงเวลาของการมองย้อนกลับเข้าหาตัวเอง ทั้งความทรงจำ ระยะทาง และผู้คนที่เคยเดินผ่านเข้ามา ก่อนจะส่งไม้ต่อให้เพลง “消失点 (Shōshitsuten)”
พอได้เห็นเพลงเหล่านี้ถูกนำมาเล่นตั้งแต่ช่วงต้นของคอนเสิร์ต เราจึงรู้สึกว่าวงไม่ได้แค่โปรโมต EP ใหม่ แต่กำลังพาผู้ชมเข้าไปทำความรู้จักกับโลกของ The Novembers ในปี 2026 ตั้งแต่วินาทีแรกที่ไฟบนเวทีสว่างขึ้น
จากความเดือด สู่ช่วงเวลาที่อบอุ่นที่สุดของโชว์
สิ่งที่เราชอบที่สุดในเซ็ตลิสต์ครั้งนี้ คือการเรียงอารมณ์ หลังจากพลังมหาศาลของช่วงแรก วงค่อย ๆ ลดความเร็วลงด้วย 遥か彼方 และ 消失点 ก่อนพาเข้าสู่ช่วงที่เหมือนทุกคนในฮอลล์ได้หายใจพร้อมกันอีกครั้ง
Misstopia, Seaside และ Morning Sun ที่ยอมรับเลยว่าแค่ไ้ดยินเพลงนี้อยู่ในเซ็ตลิสต์ก็ยิ้มแล้ว เพราะนี่คืออีกเพลงโปรดของเรา เป็นเพลงที่เปิดฟังกี่ครั้งก็ให้ความรู้สึกเหมือนแสงแดดอ่อน ๆ ในเช้าวันที่ทุกอย่างสงบ ไม่มีความเร่งรีบ ไม่มีความวุ่นวาย มีเพียงความอบอุ่นที่ค่อย ๆ โอบล้อมอยู่รอบตัว พอได้ฟังมันสด ๆ อีกครั้ง ความรู้สึกนั้นก็กลับมาเหมือนเดิม
เราไม่รู้ว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไร แต่สำหรับเรา Morning Sun เป็นเพลงที่ทำให้เผลอยิ้มออกมาได้ทุกครั้งโดยไม่รู้ตัวทุกที
The Novembers มีเพลงที่ทั้งหม่น ทั้งหนัก และเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แต่พวกเขาก็มีเพลงแบบนี้อยู่เหมือนกัน เพลงที่ไม่ได้พยายามเยียวยาเราอย่างตรงไปตรงมา เพียงแค่อยู่ตรงนั้นอย่างเงียบ ๆ และปล่อยให้เราค่อย ๆ ดีขึ้นเอง
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เรารักเพลงนี้มาตลอด

เซ็ตลิสต์ที่เหมือนเขียนจดหมายถึงแฟนไทย
เมื่อเทียบกับโชว์ในญี่ปุ่น จะเห็นว่ารอบกรุงเทพฯ มีการปรับเซ็ตลิสต์หลายจุด แทนที่จะเล่นเพลงอย่าง Cashmere, DOWN TO HEAVEN หรือ Hamletmachine วงกลับเลือกหยิบ Misstopia, Seaside, New York, 楽園 (Rakuen) และ KANEDA มาเล่นให้แฟน ๆ ชาวไทยแทน
เพลงเหล่านี้ล้วนเป็นเพลงที่แฟนไทยหลายคนผูกพันมาตลอดหลายปี ทำให้โชว์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโปรโมต EP ใหม่ แต่ยังเป็นเหมือนการหันกลับมาทักทายคนที่เดินทางร่วมกับวงมานาน
โดยเฉพาะ KANEDA ที่พอขึ้นอินโทร เสียงเฮในฮอลล์ก็ดังขึ้นทันที ก่อนจะส่งต่อเข้าสู่ BAD DREAM และปิดท้ายด้วย Rainbow
สามเพลงสุดท้ายให้ความรู้สึกเหมือนการเดินทางจากความมืด ความสับสน และความหวัง ไปสู่บทสรุปที่งดงาม
ยิ่งมองทั้งเซ็ตลิสต์รวมกัน เราจะเห็นว่าคอนเสิร์ตนี้ถูกเรียงเหมือนบทหนึ่งของชีวิต เปิดด้วยการก้าวเดินไปข้างหน้าผ่านเพลงจาก EP ใหม่ ค่อย ๆ พาผู้ชมย้อนกลับไปหาบทเพลงที่อยู่กับวงมานานอย่าง Misstopia, Seaside, Morning Sun และ BOY ก่อนปิดท้ายด้วย KANEDA, BAD DREAM และ Rainbow
มันไม่ใช่เซ็ตลิสต์ที่เลือกมาเพราะเพลงไหนฮิตที่สุด แต่มันคือเซ็ตลิสต์ที่เล่าเรื่องได้ดีที่สุดชุดหนึ่งของ The Novembers เท่าที่เราเคยดูมา

วงที่ควรดูสดสักครั้งในชีวิต
ทุกครั้งที่ดู The Novembers เราจะรู้สึกเหมือนเดิม ต่อให้ฟังเพลงผ่านหูฟังมาหลายร้อยรอบ พอมาอยู่ตรงหน้า มันกลับเป็นคนละเพลง
เรายังได้เห็นซิกเนเจอร์หลายอย่างที่คิดถึง เช่น การปล่อยให้เสียง Noise กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่อง มากกว่าจะเป็นเพียงลูกเล่นบนเวที หรือท่าเต้นของยูสุเกะที่ทำให้รู้สึกเหมือนเขาเงยหน้าพร้อมรับแสง รับพลังจากท้องฟ้าอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้ทำให้เรายังคงยืนยันเหมือนทุกปีว่า
The Novembers คือหนึ่งในวงญี่ปุ่นที่เล่นสดดีที่สุดวงหนึ่งของยุคนี้
ไม่ใช่เพราะพวกเขาเล่นได้เป๊ะที่สุด แต่เพราะทุกครั้งที่ขึ้นเวที พวกเขาทำให้เพลงมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
แล้วประเทศไทยมีความหมายกับ The Novembers อย่างไร?
วันถัดจากคอนเสิร์ต เรามีโอกาสได้เข้าร่วม Listening Party ของ EP The Singing Engines และได้ฟังสมาชิกวงพูดถึงเบื้องหลังการทำอัลบั้ม รวมถึงความหมายของประเทศไทยที่มีต่อพวกเขา
เมื่อได้ฟังเรื่องราวเหล่านั้น ย้อนกลับมานึกถึงคอนเสิร์ตในคืนก่อน หลายโมเมนต์ก็เหมือนมีความหมายเพิ่มขึ้นทันที
บางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ The Novembers กลับมาเล่นที่กรุงเทพฯ ติดต่อกันถึงสามปี และทุกครั้งก็ยังได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเหมือนเดิม
สำหรับใครที่อยากรู้ว่า สมาชิกพูดอะไรเกี่ยวกับ EP 合奏する、エンジン (The Singing Engines) เบื้องหลังการสร้างสรรค์เพลงทั้ง 4 เพลง รวมถึงความรู้สึกที่มีต่อแฟนเพลงชาวไทย
รอติดตามบทสัมภาษณ์จาก Listening Party ได้ทาง OF THE DAY ในอีกบทความไม่ช้าไม่เร็วนี้ เพราะเชื่อว่าหลังจากได้อ่านแล้ว คุณอาจจะอยากกลับมาเปิดฟัง EP ชุดนี้ และกลับมาทบทวนค่ำคืนที่ Blueprint Livehouse อีกครั้ง ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย
